บลูชีส

บลูชีส3

เมนูจากบลูชีส

บลูชีส1

  1. ทาร์ตต้นหอมกับบลูชีสและคาเวียร์

ทาร์ตต้นหอมกับบลูชีสและคาเวียร์ Leek Tart with Blue Cheese and Caviar ทาร์ตต้นหอมญี่ปุ่นจานคู่บ้านอาหารฝรั่ง ที่คุณเองทำได้ไม่ยากเลย แถมยังอร่อยดูดี รองท้องก็ได้ จัดอิ่มก็ดี เหมาะมากที่คุณแม่บ้านจะเตรียมให้กับลูกๆและสามีครับ

  1. ร็อคเก็ตสลัดกับบลูชีสแบบเอเชีย

ร็อคเก็ตสลัดกับบลูชีส แบบเอเชีย Rocket Salad with Blue cheese, Oriental style จริงๆแล้วนี่คือสลัดตัวคลาสสิกอีกตัวที่ทำได้ไม่ยากครับ แถมยังมีความหรูหรา เพราะพบได้ตามร้านอาหารชั้นนำทั่วไป แต่อาจลำบากสำหรับคนที่ไม่ทาน blue cheese สักนิด และสูตรนี้ผมปรับ dressing ให้คุ้นลิ้นคนเอเชีย

  1. สลัดผักโขมกับร็อกฟอร์ตชีส

สลัดผักโขมกับร็อกฟอร์ตชีส Hussey Spinach with Roquefort Cheese Salad สลัดจานอร่อย เรียบ หรู ดูดี มีระดับ และที่สำคัญคือ ทำได้ง่ายมาก แถมยังสะดวกรวดเร็วอีกต่างหาก ถ้าคุณรักสุขภาพ และชอบทานผัก เราแนะนำจานนี้อย่างยิ่ง

รอบรู้เรื่องบลูชีส

บลูชีส2

ในบรรดาชีสทั้งหมดที่มีมากกว่า 3,000 ประเภททั่วโลก ไม่กล่าวถึงบลูชีสไม่ได้เลย เพราะ บลูชีส เป็นชีส ประเภทหนึ่งที่มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งหน้าตา รวมไปถึงกลิ่นและรสชาติ บางคนเรียกบลูชีสว่า “ชีสเน่า” เพราะกลิ่นที่รุนแรงเฉพาะตัว และสายของราสีน้ำเงินปนเขียวซึ่งขึ้นแทรกอยู่ทั่วเนื้อชีสจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “บลูชีส”

กำเนิดของบลูชีสมาจากความบังเอิญโดยแท้ เมื่อนานมาแล้ว ชายเลี้ยงแกะผู้หนึ่งลืมชีสที่เขาบ่มไว้ในถ้ำแถบ โร้คฟอร์-ซูร์-ซูลซง (Roquefort) แคว้นมีดิ ปีเรเน (Midi-Pyrenees) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ผ่านไปหลาย เดือนจึงกลับไปดู พบว่าชีสนั้นเต็มไปด้วยลวดลายของรา ครั้นเมื่อลองชิมพบว่าปลอดภัยและอร่อยดี Roquefort Cheese หนึ่งในบลูชีสที่ดีที่สุดของเมืองน้ำหอมจึงถือกำเนิดขึ้นนับแต่นั้น

นอกจากโร้คฟอร์ชีสแล้ว อีกหนึ่งบลูชีสสัญชาติฝรั่งเศสที่โด่งดังไม่แพ้กัน คือ เบลอ โดแวร์ญ (Bleu d’Auvergne) ที่มีถิ่นฐานจากแคว้นอูแวง ทางตอนกลางค่อนไปทางใต้ของประเทศ ส่วนบลูชีสสัญชาติอื่นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ได้แก่ Gorgonzola จากอิตาลี Stilton จากเกาะอังกฤษ Danablu จากเดนมาร์ก Bavarian Blue จากเยอรมนี Cabrales จากสเปน และ Maytag Blue จากสหรัฐอเมริกา

จากจุดกำเนิดด้วยความบังเอิญ ในปัจจุบัน บลูชีส ถูกผลิตอย่างจงใจให้เกิดรา โดยสปอร์ของเชื้อราที่ใส่ลงไประหว่างผลิตมี 2 ชนิด คือ Penicillium roque-forti และ Penicillium glaucum และเพราะเชื้อราจะเติบโตได้ดีเมื่อโดนอากาศ บลูชีสจึงถูกเจาะหรือแทงให้เป็นรูเพื่อเพิ่มพื้นผิวสัมผัสอากาศให้สายราแทรกซึมทั่วทั้งก้อน ส่วนใหญ่บลูชีสจะถูกบ่มไว้ในถ้ำหรือห้องใต้ดิน ยิ่งบ่มนานบลูชีสก้อนนั้นจะยิ่งมีรสเข้มข้นและผิวเรียบสวย ส่วนสี กลิ่น รส จะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของราและส่วนผสมอื่น ๆ บลูชีสมีทั้งที่ทำจากนมวัว นมแพะ และนมแกะ ส่วนสิ่งที่คุณจะสัมผัสได้จากบลูชีสทุกก้อนคือ กลิ่นเหม็นเฉพาะตัวและรสชาติเค็ม จัดจ้าน

ประโยชน์ของบลูชีส

บลูชีส3

  1. สารอาหารเทียบเท่านม และปลอดภัยต่อผู้แพ้แลคโตส
    สารอาหารที่มีอยู่ในชีสอัดแน่นไปด้วยโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 เทียบเท่าสารอาหารที่มีอยู่ในนม ทว่าน้ำตาลแลคโตสของชีสจะมีระดับต่ำกว่านม ดังนั้นคนที่มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตสในนมจึงสามารถรับสารอาหารที่มีอยู่ในชีสแทนนมได้สบาย ๆ
  2. เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ
    ชีสเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการอาหารที่ให้พลังงานสูง มีสารอาหารแน่น ๆ เหมือนอย่างที่ชีสมี โดยเฉพาะแคลเซียมและโปรตีน ซึ่งมีส่วนสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ
  3. ปลุกพลังงานในร่างกาย
    ไขมันอิ่มตัวที่มีอยู่ในชีสได้รับการยืนยันจาก Harvard School of Public Health แล้วว่า มีส่วนช่วยปลุกความตื่นตัวและให้พลังงานกับร่างกายได้เป็นอย่างดี
    ทว่าการรับประทานไขมันอิ่มตัวจากชีสก็ควรต้องจำกัดปริมาณกันสักหน่อย เนื่องจากหากรับประทานไขมันอิ่มตัวมากจนเกินไปอาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดัน และโรคอ้วนได้ง่าย ๆ ซึ่งประเด็นนี้ทาง Harvard School of Public Health ก็แนะนำว่า หากรับประทานชีสแค่พอหอมปากหอมคอทุกวัน แทนขนมขบเคี้ยวอย่างคุกกี้ หรือขนมแคลอรีสูงอื่น ๆ ชีสจะช่วยให้ความอยากอาหารขยะลดลงได้ด้วยนะ เพราะแค่ฟินกับความมันของชีสก็คงไม่อยากกินอาหารรสเลี่ยนอื่น ๆ อีกแล้วล่ะเนอะ
  4. เสริมแคลเซียมด้วยชีสได้ง่าย ๆ ปกติร่างกายควรได้รับแคลเซียมประมาณ​ 1,000-1,300 มิลลิกรัมต่อวัน และชีสก็สามารถเติมเต็มความต้องการแคลเซียมของร่างกายได้ดีพอสมควร โดยบรีชีสเพียง 2 ออนซ์ก็มีปริมาณแคลเซียมอยู่ที่ 308 มิลลิกรัม เชดดาร์ชีสไขมันต่ำ 2 ออนซ์ให้แคลเซียม 478 มิลลิกรัม สวิสชีส 2 ออนซ์ให้แคลเซียม 570 มิลลิกรัม ในขณะที่พาเมซานชีสให้แคลเซียมสูงถึง 684 มิลลิกรัม ต่อขนาด 2 ออนซ์เลยทีเดียว
  5. วิตามินและแร่ธาตุสูง แถมเป็นมิตรกับแบคทีเรียชนิดดี ระบบการย่อยของเราต้องการแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งชีสมีคุณสมบัติเป็นมิตรกับแบคทีเรียเหล่านี้ เนื่องจากชีสอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิด จึงช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตแบคทีเรียที่ดีกับระบบย่อยอาหารได้มากขึ้น และเมื่อระบบย่อยอาหารไร้ปัญหา ระบบเผาผลาญก็จะทำงานสะดวกโยธิน การไหลเวียนเลือดก็คล่องตัวตามไปด้วยสวย ๆ

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*